ประวัติความเป็นมาของโขน
ความเป็นมาของโขน
คำว่า “โขน” มีที่มาและความหมายหลายประการ นายธนิต
อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้ให้ความเห็นไว้ว่า “โขน คือละครชนิดหนึ่งที่ผู้แสดงสวมหน้ากากและหัวต่างๆ ที่เรียกว่า หัวโขน” ส่วนคำว่า
“โขน”ที่ราชบัณฑิตสถานได้ให้ความหมายกล่าวไว้ในพจนานุกรมดังนี้
-
โขน หมายถึง “หัวเรือ”
ที่ต่อเสริมให้งอนเชิดไป เรียกว่า “โขนเรือ”
-
โขน เป็นชื่อเรือ เช่น
“เรือโขน”
-
โขน หมายถึงส่วนสุดทั้ง ๒ ข้างของรางระนาด หรือ ฆ้องวง
-
โขน หมายความว่าเป็นการเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครแต่สวมหัวลำลองต่างๆ
เรียกว่า “หัวโขน”
ส่วนในทางนาฏศิลป์ไทยนั้น ”โขน” คือ ศิลปะการแสดงประจำชาติอย่างหนึ่งของไทย
เป็นนาฏกรรมชั้นสูงเป็นที่รวมของศิลปะอันปราณีตหลายแขนง การแสดงโขนเน้นลักษณะการเต้นประกอบการบรรเลง
ขับร้อง และการพากย์-เจรจาเป็นสำคัญ โดยได้แบบอย่างมาจากการละเล่นของไทยแบบโบราณ ๓
ประเภท คือ หนังใหญ่ กระบี่กระบอง และชักนาคดึกดำบรรพ์
แต่เดิมนั้นผู้แสดงโขนจะต้องสวมหน้ากากที่เรียกว่า “หัวโขน” หรือ
“ศีรษะโขน” ทุกคนจึงจำเป็นจะต้องมีผู้พูดแทนซึ่งเรียกกันว่า “ผู้พากย์-เจรจา”
ครั้นต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ผู้แสดงโขนสมมติเป็นเทพบุตร เทพธิดา
มนุษย์ผู้ชาย มนุษย์ผู้หญิง
สวมเครื่องประดับศีรษะไม่ต้องปิดหน้าซึ่งสามารถจะพูดเองได้
แต่ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีเดิมไว้คือให้มีผู้พากย์เจรจาแทน
ยกเว้นไว้แต่เพียงตัวตลกและตัวแสดงที่เป็นฤษีบางองค์เท่านั้นที่สามารถพูดและเจรจาเองได้
ศิลปะการแสดง “โขน”
ที่กล่าวว่าได้นำลักษณะที่เป็นแบบอย่างการละเล่นโบราณของไทย ๓ ประเภทได้แก่
- โขนได้แบบอย่างจาก
“การละเล่นหนังใหญ่” คือ
นำเอาศิลปะของการเต้นเชิดตัวหนังใหญ่
การออกท่าทาง
การพากย์และเจรจารวมถึงดนตรีปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบ
- โขนได้แบบอย่างจาก “กระบี่กระบอง” คือ
นำเอาศิลปะกระบวนท่ารำกระบี่กระบองของโบราณมาเป็นแบบอย่าง รวมถึงรูปแบบของการตรวจพลอาวุธในการเตรียมความพร้อมก่อนการออกศึกสงคราม การต่อสู้ซึ่งมีทั้งกระบวนการหลบหลีก, หลอกล่อ,
ตอบโต้, รุกรับ
เพราะในการแสดงโขนนั้นจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ทำสงครามโดยเน้นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่าง มนุษย์ ลิง
และยักษ์เป็นสำคัญซึ่งย่อมไม่อาจหลีกพ้นการใช้อาวุธในการต่อสู้ไปได้
- โขนได้แบบอย่างจาก “ชักนาคดึกดำบรรพ์” คือ
นำลักษณะการแต่งกายของการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ที่มีปรากฏไว้ในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา
กล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกว่า
“การพระราชพิธีอินทราภิเษก ตั้งภูเขาพระสุเมรุสูงเส้น ๕ วา
ในกลางสนามนั้นอินสินธร ยุคนธรสูงเส้นหนึ่ง
กรวิกสูง ๑๕ วา เขาไกรลาสสูง ๒๐ วา นาค ๗ ศีรษะ เกี้ยวพระสุเมรุนอกสนาม ตำรวจเลก(แต่ง) มีรูปอสูร ๑๐๐ มหาดเล็ก (แต่ง) เป็นเทพยดา ๑๐๐ (แต่ง)
เป็นพาลี สุครีพ มหาชมพู และบริวารพานร (รวม) ๑๐๓
ชักนาคดึกดำบรรพ์ อสุรชักหัว เทพยดาชักหาง
พานรอยู่ปลายหาง วัน ๕
ชักนาคดึกดำบรรพ์ วัน ๖ ตั้งน้ำสุรามฤต ๓ ตุ่ม”
ในพระราชพงศาวดารในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ว่า “เมื่อ พ.ศ.๒๐๓๙ ท่านประพฤตการเบญจาพิธ พระองค์ท่านแลให้เล่นการดึกดำบรรพ์
วิธีการเล่นดึกดำบรรพ์ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒
ก็คือ ชักนาคดึกดำบรรพ์ในกฎมณเฑียรบาลนั่นเอง อันเป็นการเล่นเรื่องพระเป็นเจ้าคือพระนารายณ์(พระนารายณ์อวตารปางกูรมาวตาร)
เพื่อก่อให้เกิดความเป็นสิริสวัสดิ์มงคล
ซึ่งลักษณะการแต่งกายขณะนั้นอาจใช้เสื้อผ้าทหารและตำรวจมหาดเล็ก
หรืออาจเพิ่มเติมตบแต่งให้วิจิตรงดงามขึ้น ส่วนศีรษะอาจจะยังไม่สวมหน้าโขน
คงทำเพียง”หน้ากาก”สวมหน้าเท่านั้น
ซึ่งก็เป็นแบบอย่างให้โขนนำมาใช้ปรับปรุงเป็นโขนอย่างปัจจุบัน
คำว่า “โขน” ในภาษาต่างๆ
สาเหตุที่เราเรียกการแสดงที่สวมหัวปิดหน้า
มีการแต่งกายวิจิตรพิสดารและมีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมายว่า “โขน”นั้น
พอจะสรุปจากการค้นคว้าได้ดังนี้
ก. โขนในภาษาเบงคาลี
มีคำหนึ่งที่สำเนียงและอักขรวิธีใกล้เคียงกับคำว่า “โขน” ของไทย คือคำว่า “โขล”
คำนี้เป็นชื่อของเครื่องดนตรี
มีลักษณะคล้ายกับตะโพนของชาวฮินดู
ข. โขนในภาษาทมิฬ มีคำว่า “โกล
หรือ โกลัม” ที่มีสำเนียงคล้ายกับคำว่าโขลแต่มีความหมายว่าเพศ หรือการแต่งกาย
ค. โขนในภาษาเขมร
ในพจนานุกรมเขมรมีคำว่า “ละคอน” แต่เขียนรูปอักษรว่า “ละโขน” เขียนด้วยตัว
ล สะกดคล้ายกับคำว่า โขล ของภาษาเบงคาลี มีคำอธิบายไว้ในพจนานุกรมของเขมรว่า
“โขน-ละครชาย” เล่นเรื่องรามเกียรติ์
ส่วนคำว่า “ละคร”เป็นการแสดงเป็นเรื่องราวต่างๆ
โขนและวิวัฒนาการของโขน
โขนเป็นการแสดงนาฏศิลป์เป็นนาฏกรรมไทยอย่างหนึ่งของไทย ที่ได้มีวิวัฒนาการปรับปรุงพัฒนาขึ้นตามลำดับ
โดยโขนได้นำศิลปะจากการแสดงต่างๆและนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกระบวนการรำ การเต้น และการแต่งกายให้วิจิตรงดงามขึ้นกว่าแต่ก่อน
ในชั้นแรกคงจะเล่นกันในกลางสนามเช่นเดียวกับการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
และเรียกว่าโขนกลางแปลง
ต่อมาเมื่อมีความเจริญก้าวหน้าจึงได้ปลูกโรงให้เล่นเรียกกันว่า“โขนนั่งราว”หรือโขนโรงนอก
ซึ่งไม่มีเนื้อร้องมีแต่บทพากย์และเจรจาจากนั้นก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นระยะๆตามลำดับ
วิวัฒนาการของโขนแบ่งออกได้เป็น ๕
ลักษณะดังนี้
๑.โขนกลางแปลง
โขนกลางแปลงได้แก่ การแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น การแสดงโขนแบบนี้มีแต่การยกทัพและการรบ
ดนตรีที่บรรเลงประกอบจะบรรเลงเฉพาะหน้าพาทย์ ประกอบการยกทัพและการรบเท่านั้น บทโขนใช้แต่คำพากย์และเจรจา ไม่มีบทขับร้อง โขนกลางแปลงนี้เคยแสดงครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๙
ในงานฉลองอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช
โดยโขนวังหลวงเป็นกองทัพพระราม
และโขนวังหน้าเป็นกองทัพทศกัณฐ์
ยกทัพมาบรรจบกันที่ท้องสนามหลวงประสมโรงเล่นตอน สิบขุนสิบรถ
ปรากฏว่าโขนวังหน้าที่เป็นทัพทศกัณฐ์ไม่ยอมแพ้ จึงเกิดรบกันขึ้นจริงๆ เสร็จจากงานสมโภชอัฐิแล้วความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้าเกิดมีขึ้น ถึงกับเตรียมทำสงครามกัน สมเด็จพระพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ คือ
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุภาวดี และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ต้องทรงเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจึงคืนดีเป็นปกติสืบมา
๒.โขนนั่งราว หรือ โขนโรงนอก
โขนนั่งราว หรือ โขนโรงนอก คือ
โขนที่จัดแสดงบนโรง ไม่มีเตียงสำหรับนายโรงนั่ง หากทำแต่ราวไม้กระบอกพาดตามส่วนยาวของโรง ตรงหน้าฉากออกมามีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราว ตัวโรงมีหลังคากันแดดกันฝน
เมื่อตัวโขนแสดงบทของตัวเองเสร็จแล้วก็มานั่งอยู่บนราวตามแบบเดิม โดยสมมติเป็นเตียงหรือที่นั่งประจำตำแหน่ง
โขนประเภทนี้มีแต่บทพากย์กับเจรจาไม่มีการขับร้อง ปี่พาทย์ก็บรรเลงแต่เพลงหน้าพาทย์ เช่น กราวนอก
กราวใน คุกพาทย์ ตระนิมิต เป็นต้น
เมื่อต้องบรรเลงเพลงหน้าพาทย์มาก วงดนตรีที่บรรเลงจึงต้องมี ๒ วง
วงหนึ่งตั้งหัวโรง อีกวงหนึ่งตั้งท้ายโรง
การแสดงโขนนั่งราวหรือโขนโรงนอกนี้ ยังมีวิธีการแสดงเพิ่มเติมออกไปเรียกว่า
“โขนนอนโรง” คือในเวลาบ่ายก่อนถึงการแสดงจริงหนึ่งวัน จะให้วงปี่พาทย์ทั้ง ๒ วงนี้โหมโรง
ในเวลาโหมโรงนั้นพวกตัวโขนจะออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลงที่กลางโรง
จนจบโหมโรงแล้วก็จะแสดงโขนซึ่งตอนที่นิยมเล่นกันก็คือ ตอนพิราพออกป่าจับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้าไปในสวนพวาทองของพิราพ จบตอนนี้แล้วก็หยุดพักนอนค้างคืนเฝ้าโรงอยู่คืนหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้เรียกกันว่า “โขนนอนโรง”
รุ่งขึ้นจึงแสดงตามที่กำหนดไว้
๓. โขนหน้าจอ
โขนหน้าจอ
เป็นการแสดงโขนที่ผู้แสดงต้องเล่นหน้าจอหนัง ซึ่งแต่เดิมขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่
จอหนังที่ใช้เป็นผ้าขาวบางชนิดหยาบขนาดสี่เหลี่ยม ด้านนอกโดยรอบเป็นผ้าดิบขาวหนาและจะใช้ผ้าแดงหรือผ้าน้ำเงินเย็บตัดกันเป็นรอบนอกซึ่งติดกับเสา ขนาดของจอหนังมีตั้งแต่ ๗ วา ๒ ศอก
จนถึง ๑๑
วา ต่อมาเมื่อมีการแสดงโขนก็นิยมทำเป็น”จอแขวะ” คือทำประตูออกทั้งสองข้าง มีซุ้มประตูเมืองทั้งสองประตู หน้าจอด้านซ้ายของเวทีเขียนเป็นปราสาทราชวังสมมติเป็นเมืองลงกา
ส่วนจอด้านขวาของเวทีเขียนเป็นพลับพลาพระราม
เมื่อทำเวทีในครั้งแรกมีการเล่นหนังใหญ่สลับกับตัวโขนเรียกกันว่า
“หนังใหญ่ติดตัวโขน” ครั้นภายหลังก็เลยปล่อยตัวโขนตั้งแต่เย็นจนถึงกลางคืน ส่วนจอนั้นก็ยังคงตั้งเอาไว้ ต่อมาความนิยมของการเล่นหนังใหญ่หมดไป
โขนจึงนำเอาบทพากย์-เจรจา วงดนตรีปี่พาทย์ การบรรเลงเพลงหน้าพาทย์
ตลอดจนจอหนังใหญ่ไปหมด และ เรียกโขนที่เล่นหน้าจอหนังใหญ่นี้ว่า “โขนหน้าจอ”
๔. โขนโรงใน
โขนโรงในเกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอาการแสดงโขนกับละครในมาผสมกัน
การแสดงมีทั้งเต้นและการฟ้อนรำ ดำเนินเรื่องด้วยการพากย์-เจรจาตามแบบโขน
และมีเพลงร้องเพลงระบำตามแบบละครในผสมผสานกันไปในตอนนี้คงเป็นที่กำหนดให้ผู้แสดงโขนที่เป็นตัวเทพบุตร
เทพธิดาและมนุษย์ชายหญิงซึ่งแต่เดิมเคยสวมหัวโขนปิดหน้าทั้งหมด เปลี่ยนมาสวมเครื่องประดับศีรษะ
เช่น ชฎา มงกุฎ รัดเกล้า ตามแบบละครใน
สมัยกรุงธนบุรีได้นำเอาเรื่องรามเกียรติ์มาแต่งเป็นบทละครสำหรับเล่นละครใน
จึงแสดงให้เห็นว่าโขนกับละครในคลุกเคล้าปะปนกันมาตั้งแต่สมัยนั้น มีการปรับปรุงบทพากย์เจรจาให้ไพเราะ
จึงทำให้ศิลปะการแสดงโขนภายในราชสำนักงดงามยิ่งขึ้นและต่อมาภายหลังได้นำมาแสดงในโรงอย่างละครใน
จึงเรียกโขนลักษณะนี้ว่า “โขนโรงใน”
๕. โขนฉาก
สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นราวรัชกาลที่5
นี้เองเมื่อทรงมีราชการรับแขกบ้านแขกเมืองที่โรงโขนหลวงสวนมิสกวัน
จึงมีผู้คิดค้นสร้างฉากประกอบขึ้นบนเวทีคล้ายละครดึกดำบรรพ์คือแสดงตอนศึกพราหมาสตร์ก็ทำฉากเป็นท้องฟ้า
แสดงตอนศึกมัยราพณ์สะกดทัพก็ทำเป็นหนุมานอมพลับพลา
ผู้แรกเริ่มดำรินั้นเข้าใจว่าเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์
รูปแบบวิธีการแสดงเป็นแบบโขนโรงในคือมีกระบวนการร้อง การรำ มีท่าเต้น เพลงหน้าพาทย์ตามแบบโขนโรงใน
มีการประดิษฐ์ฉากให้เข้ากับเหตุการณ์และเนื้อเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกโขนลักษณะนี้ว่า “โขนฉาก”
ซึ้งกรมศิลปากรได้ปรับปรุงและนำมาแสดงให้ประชาชนชมเป็นประจำที่โรงละครแห่งชาติ
ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมา
ถ้าพิจารณามาตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าโขนได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับจนมาเป็นการแสดงโขนอย่างในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมเป็นที่ชื่นชอบและตื่นตาตื่นใจต่อผู้ชมเพราะได้นำเทคนิคการใช้แสง
สี และเสียง เข้ามาช่วยเสริมให้การแสดงดูสมจริงมากขึ้น
โดยมีจุดเด่นของการแสดงอยู่ที่ การรบสู้กันระหว่างยักษ์,มนุษย์และลิง ในการออกไปทำสงครามและมีตัวละครผูกโยงกันทำให้เนื้อหามีความสนุกสนานหน้าติดตาม โดยเรื่องที่ใช้แสดงโขนก็คือ
“เรื่องรามเกียรติ์”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น