วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความเป็นมาของโขน

    ประวัติความเป็นมาของโขน
         ความเป็นมาของโขน
คำว่า “โขน” มีที่มาและความหมายหลายประการ  นายธนิต  อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้ให้ความเห็นไว้ว่า  “โขน คือละครชนิดหนึ่งที่ผู้แสดงสวมหน้ากากและหัวต่างๆ  ที่เรียกว่า หัวโขน”  ส่วนคำว่า “โขน”ที่ราชบัณฑิตสถานได้ให้ความหมายกล่าวไว้ในพจนานุกรมดังนี้
-          โขน  หมายถึง “หัวเรือ” ที่ต่อเสริมให้งอนเชิดไป เรียกว่า “โขนเรือ”
-          โขน  เป็นชื่อเรือ เช่น “เรือโขน”
-          โขน  หมายถึงส่วนสุดทั้ง ๒ ข้างของรางระนาด หรือ ฆ้องวง
-          โขน หมายความว่าเป็นการเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครแต่สวมหัวลำลองต่างๆ เรียกว่า “หัวโขน”
ส่วนในทางนาฏศิลป์ไทยนั้น ”โขน” คือ ศิลปะการแสดงประจำชาติอย่างหนึ่งของไทย เป็นนาฏกรรมชั้นสูงเป็นที่รวมของศิลปะอันปราณีตหลายแขนง การแสดงโขนเน้นลักษณะการเต้นประกอบการบรรเลง ขับร้อง และการพากย์-เจรจาเป็นสำคัญ โดยได้แบบอย่างมาจากการละเล่นของไทยแบบโบราณ ๓ ประเภท คือ หนังใหญ่  กระบี่กระบอง  และชักนาคดึกดำบรรพ์   แต่เดิมนั้นผู้แสดงโขนจะต้องสวมหน้ากากที่เรียกว่า “หัวโขน” หรือ “ศีรษะโขน” ทุกคนจึงจำเป็นจะต้องมีผู้พูดแทนซึ่งเรียกกันว่า “ผู้พากย์-เจรจา” ครั้นต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ผู้แสดงโขนสมมติเป็นเทพบุตร  เทพธิดา  มนุษย์ผู้ชาย  มนุษย์ผู้หญิง สวมเครื่องประดับศีรษะไม่ต้องปิดหน้าซึ่งสามารถจะพูดเองได้ แต่ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีเดิมไว้คือให้มีผู้พากย์เจรจาแทน ยกเว้นไว้แต่เพียงตัวตลกและตัวแสดงที่เป็นฤษีบางองค์เท่านั้นที่สามารถพูดและเจรจาเองได้
ศิลปะการแสดง “โขน”  ที่กล่าวว่าได้นำลักษณะที่เป็นแบบอย่างการละเล่นโบราณของไทย ๓ ประเภทได้แก่
-      โขนได้แบบอย่างจาก “การละเล่นหนังใหญ่” คือ นำเอาศิลปะของการเต้นเชิดตัวหนังใหญ่  การออกท่าทาง  การพากย์และเจรจารวมถึงดนตรีปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบ
-          โขนได้แบบอย่างจาก “กระบี่กระบองคือ นำเอาศิลปะกระบวนท่ารำกระบี่กระบองของโบราณมาเป็นแบบอย่าง      รวมถึงรูปแบบของการตรวจพลอาวุธในการเตรียมความพร้อมก่อนการออกศึกสงคราม  การต่อสู้ซึ่งมีทั้งกระบวนการหลบหลีก, หลอกล่อ, ตอบโต้, รุกรับ เพราะในการแสดงโขนนั้นจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ทำสงครามโดยเน้นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่าง  มนุษย์ ลิง และยักษ์เป็นสำคัญซึ่งย่อมไม่อาจหลีกพ้นการใช้อาวุธในการต่อสู้ไปได้
-     โขนได้แบบอย่างจาก “ชักนาคดึกดำบรรพ์” คือ นำลักษณะการแต่งกายของการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ที่มีปรากฏไว้ในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกว่า
“การพระราชพิธีอินทราภิเษก ตั้งภูเขาพระสุเมรุสูงเส้น ๕ วา ในกลางสนามนั้นอินสินธร  ยุคนธรสูงเส้นหนึ่ง กรวิกสูง ๑๕ วา เขาไกรลาสสูง ๒๐ วา นาค ๗ ศีรษะ เกี้ยวพระสุเมรุนอกสนาม  ตำรวจเลก(แต่ง) มีรูปอสูร ๑๐๐  มหาดเล็ก (แต่ง) เป็นเทพยดา ๑๐๐ (แต่ง) เป็นพาลี สุครีพ มหาชมพู และบริวารพานร (รวม) ๑๐๓  ชักนาคดึกดำบรรพ์ อสุรชักหัว เทพยดาชักหาง  พานรอยู่ปลายหาง  วัน ๕ ชักนาคดึกดำบรรพ์ วัน ๖ ตั้งน้ำสุรามฤต ๓ ตุ่ม”
ในพระราชพงศาวดารในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ว่า “เมื่อ พ.ศ.๒๐๓๙ ท่านประพฤตการเบญจาพิธ พระองค์ท่านแลให้เล่นการดึกดำบรรพ์
วิธีการเล่นดึกดำบรรพ์ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ ก็คือ ชักนาคดึกดำบรรพ์ในกฎมณเฑียรบาลนั่นเอง อันเป็นการเล่นเรื่องพระเป็นเจ้าคือพระนารายณ์(พระนารายณ์อวตารปางกูรมาวตาร) เพื่อก่อให้เกิดความเป็นสิริสวัสดิ์มงคล
ซึ่งลักษณะการแต่งกายขณะนั้นอาจใช้เสื้อผ้าทหารและตำรวจมหาดเล็ก หรืออาจเพิ่มเติมตบแต่งให้วิจิตรงดงามขึ้น ส่วนศีรษะอาจจะยังไม่สวมหน้าโขน คงทำเพียง”หน้ากาก”สวมหน้าเท่านั้น  ซึ่งก็เป็นแบบอย่างให้โขนนำมาใช้ปรับปรุงเป็นโขนอย่างปัจจุบัน
คำว่า “โขน” ในภาษาต่างๆ
          สาเหตุที่เราเรียกการแสดงที่สวมหัวปิดหน้า มีการแต่งกายวิจิตรพิสดารและมีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมายว่า “โขน”นั้น พอจะสรุปจากการค้นคว้าได้ดังนี้
ก. โขนในภาษาเบงคาลี  มีคำหนึ่งที่สำเนียงและอักขรวิธีใกล้เคียงกับคำว่า “โขน” ของไทย  คือคำว่า “โขล” คำนี้เป็นชื่อของเครื่องดนตรี  มีลักษณะคล้ายกับตะโพนของชาวฮินดู
ข.  โขนในภาษาทมิฬ  มีคำว่า “โกล หรือ โกลัม” ที่มีสำเนียงคล้ายกับคำว่าโขลแต่มีความหมายว่าเพศ หรือการแต่งกาย
ค.  โขนในภาษาเขมร  ในพจนานุกรมเขมรมีคำว่า “ละคอน” แต่เขียนรูปอักษรว่า “ละโขน” เขียนด้วยตัว ล สะกดคล้ายกับคำว่า โขล ของภาษาเบงคาลี มีคำอธิบายไว้ในพจนานุกรมของเขมรว่า “โขน-ละครชาย” เล่นเรื่องรามเกียรติ์  ส่วนคำว่า “ละคร”เป็นการแสดงเป็นเรื่องราวต่างๆ

โขนและวิวัฒนาการของโขน
          โขนเป็นการแสดงนาฏศิลป์เป็นนาฏกรรมไทยอย่างหนึ่งของไทย         ที่ได้มีวิวัฒนาการปรับปรุงพัฒนาขึ้นตามลำดับ  โดยโขนได้นำศิลปะจากการแสดงต่างๆและนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกระบวนการรำ  การเต้น และการแต่งกายให้วิจิตรงดงามขึ้นกว่าแต่ก่อน  ในชั้นแรกคงจะเล่นกันในกลางสนามเช่นเดียวกับการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ และเรียกว่าโขนกลางแปลง  ต่อมาเมื่อมีความเจริญก้าวหน้าจึงได้ปลูกโรงให้เล่นเรียกกันว่า“โขนนั่งราว”หรือโขนโรงนอก ซึ่งไม่มีเนื้อร้องมีแต่บทพากย์และเจรจาจากนั้นก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นระยะๆตามลำดับ 
วิวัฒนาการของโขนแบ่งออกได้เป็น  ๕  ลักษณะดังนี้
๑.โขนกลางแปลง
โขนกลางแปลงได้แก่  การแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนาม  ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น  การแสดงโขนแบบนี้มีแต่การยกทัพและการรบ  ดนตรีที่บรรเลงประกอบจะบรรเลงเฉพาะหน้าพาทย์  ประกอบการยกทัพและการรบเท่านั้น  บทโขนใช้แต่คำพากย์และเจรจา  ไม่มีบทขับร้อง  โขนกลางแปลงนี้เคยแสดงครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๙ ในงานฉลองอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช  โดยโขนวังหลวงเป็นกองทัพพระราม  และโขนวังหน้าเป็นกองทัพทศกัณฐ์  ยกทัพมาบรรจบกันที่ท้องสนามหลวงประสมโรงเล่นตอน สิบขุนสิบรถ  ปรากฏว่าโขนวังหน้าที่เป็นทัพทศกัณฐ์ไม่ยอมแพ้  จึงเกิดรบกันขึ้นจริงๆ  เสร็จจากงานสมโภชอัฐิแล้วความบาดหมางวังหลวงกับวังหน้าเกิดมีขึ้น  ถึงกับเตรียมทำสงครามกัน  สมเด็จพระพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุภาวดี  และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์  ต้องทรงเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจึงคืนดีเป็นปกติสืบมา
๒.โขนนั่งราว หรือ โขนโรงนอก
โขนนั่งราว หรือ โขนโรงนอก คือ โขนที่จัดแสดงบนโรง  ไม่มีเตียงสำหรับนายโรงนั่ง  หากทำแต่ราวไม้กระบอกพาดตามส่วนยาวของโรง  ตรงหน้าฉากออกมามีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราว  ตัวโรงมีหลังคากันแดดกันฝน  เมื่อตัวโขนแสดงบทของตัวเองเสร็จแล้วก็มานั่งอยู่บนราวตามแบบเดิม  โดยสมมติเป็นเตียงหรือที่นั่งประจำตำแหน่ง  โขนประเภทนี้มีแต่บทพากย์กับเจรจาไม่มีการขับร้อง  ปี่พาทย์ก็บรรเลงแต่เพลงหน้าพาทย์ เช่น กราวนอก กราวใน คุกพาทย์ ตระนิมิต เป็นต้น  เมื่อต้องบรรเลงเพลงหน้าพาทย์มาก วงดนตรีที่บรรเลงจึงต้องมี ๒ วง วงหนึ่งตั้งหัวโรง อีกวงหนึ่งตั้งท้ายโรง  การแสดงโขนนั่งราวหรือโขนโรงนอกนี้ ยังมีวิธีการแสดงเพิ่มเติมออกไปเรียกว่า “โขนนอนโรง” คือในเวลาบ่ายก่อนถึงการแสดงจริงหนึ่งวัน  จะให้วงปี่พาทย์ทั้ง ๒ วงนี้โหมโรง  ในเวลาโหมโรงนั้นพวกตัวโขนจะออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลงที่กลางโรง  จนจบโหมโรงแล้วก็จะแสดงโขนซึ่งตอนที่นิยมเล่นกันก็คือ  ตอนพิราพออกป่าจับสัตว์กินเป็นอาหาร  พระรามหลงเข้าไปในสวนพวาทองของพิราพ  จบตอนนี้แล้วก็หยุดพักนอนค้างคืนเฝ้าโรงอยู่คืนหนึ่ง  ลักษณะเช่นนี้เรียกกันว่า “โขนนอนโรง” รุ่งขึ้นจึงแสดงตามที่กำหนดไว้
. โขนหน้าจอ
โขนหน้าจอ  เป็นการแสดงโขนที่ผู้แสดงต้องเล่นหน้าจอหนัง  ซึ่งแต่เดิมขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่  จอหนังที่ใช้เป็นผ้าขาวบางชนิดหยาบขนาดสี่เหลี่ยม ด้านนอกโดยรอบเป็นผ้าดิบขาวหนาและจะใช้ผ้าแดงหรือผ้าน้ำเงินเย็บตัดกันเป็นรอบนอกซึ่งติดกับเสา  ขนาดของจอหนังมีตั้งแต่  ๗  วา  ๒  ศอก จนถึง  ๑๑  วา ต่อมาเมื่อมีการแสดงโขนก็นิยมทำเป็น”จอแขวะ” คือทำประตูออกทั้งสองข้าง  มีซุ้มประตูเมืองทั้งสองประตู  หน้าจอด้านซ้ายของเวทีเขียนเป็นปราสาทราชวังสมมติเป็นเมืองลงกา  ส่วนจอด้านขวาของเวทีเขียนเป็นพลับพลาพระราม  เมื่อทำเวทีในครั้งแรกมีการเล่นหนังใหญ่สลับกับตัวโขนเรียกกันว่า “หนังใหญ่ติดตัวโขน” ครั้นภายหลังก็เลยปล่อยตัวโขนตั้งแต่เย็นจนถึงกลางคืน  ส่วนจอนั้นก็ยังคงตั้งเอาไว้  ต่อมาความนิยมของการเล่นหนังใหญ่หมดไป โขนจึงนำเอาบทพากย์-เจรจา วงดนตรีปี่พาทย์ การบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ ตลอดจนจอหนังใหญ่ไปหมด และ เรียกโขนที่เล่นหน้าจอหนังใหญ่นี้ว่า “โขนหน้าจอ”
๔. โขนโรงใน
โขนโรงในเกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอาการแสดงโขนกับละครในมาผสมกัน การแสดงมีทั้งเต้นและการฟ้อนรำ ดำเนินเรื่องด้วยการพากย์-เจรจาตามแบบโขน  และมีเพลงร้องเพลงระบำตามแบบละครในผสมผสานกันไปในตอนนี้คงเป็นที่กำหนดให้ผู้แสดงโขนที่เป็นตัวเทพบุตร เทพธิดาและมนุษย์ชายหญิงซึ่งแต่เดิมเคยสวมหัวโขนปิดหน้าทั้งหมด เปลี่ยนมาสวมเครื่องประดับศีรษะ เช่น ชฎา มงกุฎ รัดเกล้า ตามแบบละครใน  สมัยกรุงธนบุรีได้นำเอาเรื่องรามเกียรติ์มาแต่งเป็นบทละครสำหรับเล่นละครใน  จึงแสดงให้เห็นว่าโขนกับละครในคลุกเคล้าปะปนกันมาตั้งแต่สมัยนั้น            มีการปรับปรุงบทพากย์เจรจาให้ไพเราะ จึงทำให้ศิลปะการแสดงโขนภายในราชสำนักงดงามยิ่งขึ้นและต่อมาภายหลังได้นำมาแสดงในโรงอย่างละครใน จึงเรียกโขนลักษณะนี้ว่า “โขนโรงใน”
๕. โขนฉาก
สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นราวรัชกาลที่5 นี้เองเมื่อทรงมีราชการรับแขกบ้านแขกเมืองที่โรงโขนหลวงสวนมิสกวัน จึงมีผู้คิดค้นสร้างฉากประกอบขึ้นบนเวทีคล้ายละครดึกดำบรรพ์คือแสดงตอนศึกพราหมาสตร์ก็ทำฉากเป็นท้องฟ้า แสดงตอนศึกมัยราพณ์สะกดทัพก็ทำเป็นหนุมานอมพลับพลา  ผู้แรกเริ่มดำรินั้นเข้าใจว่าเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ รูปแบบวิธีการแสดงเป็นแบบโขนโรงในคือมีกระบวนการร้อง การรำ มีท่าเต้น เพลงหน้าพาทย์ตามแบบโขนโรงใน มีการประดิษฐ์ฉากให้เข้ากับเหตุการณ์และเนื้อเรื่อง  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกโขนลักษณะนี้ว่า “โขนฉาก” ซึ้งกรมศิลปากรได้ปรับปรุงและนำมาแสดงให้ประชาชนชมเป็นประจำที่โรงละครแห่งชาติ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นต้นมา

ถ้าพิจารณามาตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าโขนได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับจนมาเป็นการแสดงโขนอย่างในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมเป็นที่ชื่นชอบและตื่นตาตื่นใจต่อผู้ชมเพราะได้นำเทคนิคการใช้แสง สี และเสียง เข้ามาช่วยเสริมให้การแสดงดูสมจริงมากขึ้น โดยมีจุดเด่นของการแสดงอยู่ที่ การรบสู้กันระหว่างยักษ์,มนุษย์และลิง   ในการออกไปทำสงครามและมีตัวละครผูกโยงกันทำให้เนื้อหามีความสนุกสนานหน้าติดตาม  โดยเรื่องที่ใช้แสดงโขนก็คือ “เรื่องรามเกียรติ์”